1
0
0
Telephone
03-3356-4534
Awards and Titles
Michelin 1 Starred Restaurant (2016-2021)
Opening Hours
Today
11:30 - 13:30
17:30 - 20:30
Mon - Sat
11:30 - 13:30
17:30 - 20:30
Sun
Closed
Public Holiday
Closed
Payment Methods
Visa American Express Cash JCB Diners
Other Info
Parking
Isolated Smoking Seats
Smoking allowed
Takes Reservations
Service Charge
Alcoholic Drinks Available
Restaurant Website
http://www.shinjyuku-nakajima.com/
Review (1)
เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นนั้นเป็นสวรรค์ของนักกินผู้สรรหาอาหารอร่อย  ยิ่งเมื่อมีโอกาสมาเที่ยวโตเกียว – เมืองที่ครองแชมป์มีจำนวนร้านอาหารที่ได้ Michelin Stars มากที่สุดในโลกโดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างปารีสไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว – แม้ทริปนี้จะมาแบบงบน้อยใช้สอยประหยัด ก็ยังอยากลองฝีมือร้านติดดาวมิชลินดูซักมื้อเป็นประสบการณ์กับเค้าบ้างล่ะค่ะ  ซึ่งร้าน Nakajima หรือที่มีชื่อเต็มยาวๆว่า  Shinjuku Kappo NAKAJIMA นี่เองคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์สุดๆ****-Profile-****Nakajima เป็นร้านสไตล์ Kaiseki ระดับ 1 Michelin Star ซึ่ง owner chef  คือคุณ Sadaharu Nakajima นั้นมีประวัติครอบครัวเป็นหลานปู่ของ Teijiro Nakajima ผู้เป็น Head Chef คนแรกของร้านอาหาร Hoshigaoka Saryo  ซึ่งเป็นของศิลปินชื่อดังในยุคโชวะคือ  Rosanjin Kitaoji – เรียกได้ว่ามีเชื้อสายสืบทอดฝีมือด้านทำอาหารฝังมาใน DNA เลยทีเดียวค่ะ    เมนูที่ร้าน Nakajima เชี่ยวชาญเป็นพิเศษนั้นจะเป็นพวก Owan  หรือซุปสไตล์ญี่ปุ่น   แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นเป็นที่ฮือฮากันมากก็คือ lunch set ราคาประหยัดที่ทำให้อิ่มได้ในงบไม่ถึง 1,000 เยนนี่เอง  บอกได้คำเดียวว่าคุ้มสุดๆค่ะ****-เวลาทำการ-****ทางร้านจะแบ่งเวลาทำการเป็น  2 ช่วง (แต่ชุดเซ็ทราคาประหยัดจะมีเฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น) ตามนี้ค่ะ Lunch = 11:30-14:00 (Last Order 13:45)Dinner = 17:30-21:30 (Last Order 20:00)มื้อค่ำนี่ถ้าใครอยากมาทานสามารถสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ได้  แต่มื้อกลางวันจะไม่รับจองค่ะ ดังนั้นก็เลยได้เห็นคิวยาวต่อแถวกันจากหน้าร้านเลื้อยขึ้นบันไดต่อไปถึงริมถนนเป็นเรื่องปกติ  ทำให้แอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อย  ปรากฎว่าเอาเข้าจริงก็รอไม่นานเท่าที่กลัว  เพราะทางร้านบริหารจัดการเป็นระบบดี เคลียร์ลูกค้าได้ว่องไว อย่างเราไปถึงตอนเที่ยงของวันธรรมดาพอดีเป๊ะ ซึ่งกำลังเป็นช่วงพีคของวันนั้นเลย ก็รอคิวประมาณ 30 นาทีได้  ซึ่งถ้าไปถึงก่อนร้านเปิด หรือเลยบ่ายโมงไปแล้ว คิวก็จะสั้นกว่านี้ (น่าจะประมาณ 20 นาที)  แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็อาจรอนานกว่านี้ได้นะคะ  แถมอีกนิดว่าทางร้านไม่รับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบค่ะ เดาว่านอกจากจะกลัวไปรบกวนลูกค้าท่านอื่นแล้ว หน้าร้านยังไม่มีพื้นที่  ทำให้เวลาต่อคิวกันต้องยืนตามขั้นบันได ถ้ามีเด็กวัยกำลังซนมาด้วยก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง****-ทำเลที่ตั้ง / บรรยากาศ-****จากสถานีชินจุกุ ให้ออกทาง East Exit ด้านเดียวกับห้าง LUMINE EST แล้วเดินข้ามถนนไปทางฝั่งร้าน TOPSHOP เดินตรงไปราว 200 เมตร จะเห็นซอยเล็กๆที่มีร้าน BEAMS ตรงหัวมุม ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยได้เลยค่ะ  ร้านจะอยู่ในตึก Nichihara Building ทางซ้ายมือ มีป้ายโลโก้ร้านอยู่หน้าอาคารเด่นชัดทีเดียว เดินลงบันไดที่อยู่หน้าตึกลงไปชั้นใต้ดิน (B1) ก็จะเจอหน้าร้านเลย  สำหรับผู้สูงอายุแข้งขาไม่ดีก็มีลิฟท์ให้บริการ   แต่กับมื้อกลางวันที่คิวยาวถึงบนถนนนี่ถ้าจะลงลิฟท์ไปก็ควรมีเพื่อนหรือญาติยืนต่อคิวไว้ให้อยู่ดี  เพราะเท่าที่ดูทางร้านไม่มีระบบจดชื่อจดคิว  ให้ยืนต่อแถวกันไปง่ายๆเอาน่ะค่ะ ภายในร้านพื้นที่ไม่มากนัก  แต่ก็จัดสรรเป็นสัดส่วนดี  มีทั้งกั้นฉากเป็นห้องสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่ม และที่นั่งติดเคาน์เตอร์ซึ่งสามารถนั่งดูเหล่าเชฟทำอาหารไปได้เพลินๆ   แต่ละคนทำงานกันว่องไวมองแทบไม่ทัน  ทั้งเลาะเนื้อปลาแบบใช้มือเปล่ารูดปรื๊ด-รูดปรื๊ด  ดูเหมือนง่ายอย่างกับลอกสติ๊กเกอร์  ปรุงซาชิมิแบบคล่องแคล่วสุดๆไม่ถึงนาทีเสร็จไป 10 จาน ..สุดยอดไปเลย****-Lunch  Set-****วัตถุดิบหลักในเมนูชุดเซ็ทอาหารกลางวันก็คือปลาอิวาชิหรือปลาซาร์ดีนนั่นเอง  โดยนำมาปรุงเป็น 4 แบบให้เลือก  ซึ่งถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะมีซุป  ผักดอง และข้าวให้ด้วย  ถ้าใครทานข้าวถ้วยเดียวไม่อิ่มสามารถเติมถ้วยที่สองได้ฟรี  หลังจากนั้นคิดตังค์จ้ะ   ส่วนใครอยากสั่งเฉพาะจานหลักมาทานเล่นต่างหากก็มีให้สั่งเดี่ยวๆเป็น side dish ได้  ราคาก็ย่อมเยาว์ลงมาอีกหน่อย   สำหรับเครื่องดื่มนั้นมีชาเขียวร้อนเสิร์ฟให้ฟรีทุกคนอยู่แล้ว ดีงามจริงๆ● Yanagawanabe (ราคา Set = 900 เยน : Side Dish = 700 เยน) - เซ็ทที่แพงที่สุดนี้คือซาร์ดีนที่เอาไปทอดจนกรอบกินได้ทั้งตัว นำมาปรุงกับหอมใหญ่พอให้มีซุปขลุกขลิก ราดไข่กึ่งสุกกึ่งดิบมาด้วย เสิร์ฟมาใน hot plate ร้อนฉ่าทีเดียว  ชิมดูแล้วรสชาติกลมกล่อมกำลังดี  ไม่มีคาวปลา และไม่เลี่ยนเลย  ผักดองที่เคียงมาในเซ็ทนั้นรสชาติเหนือชั้นแบบชิมดูแล้วรู้ว่าของทางร้านทำเองแน่ๆ ส่วนซุปนั้นเป็นซุป miso ที่ใส่มาทั้งไข่  หอมใหญ่ซอย  และเต้าหู้  ได้ออกมาเป็นรสชาติที่ได้สมดุลกึ่งเค็มกึ่งหวาน ไม่เค็มจนเกินไปแต่ก็เข้มข้น  อร่อยค่ะ● Deep-Fried (ราคา Set = 800 เยน : Side Dish = 350 เยน / 600 เยน)  –   คราวนี้เอาปลาซาร์ดีนไปทอดกรอบกริ๊บแล้วเสิร์ฟเคียงมากับ  ผักดอง   ถั่วงอกคลุกผงกะหรี่หอมๆ   เลมอน 1 ซีก  และ mustard  เป็นส่วนประกอบที่เอามาทานด้วยกันได้ลงตัวสุดๆค่ะ ชอบมากมาย● Sashimi (ราคา Set = 800 เยน : Side Dish = 350 เยน / 600 เยน)  – อันที่จริงปริมาณอาหารในเซ็ทนั้น  สั่งแค่คนละเซ็ทเดียวก็อิ่มแล้ว สามารถปิดดีลมื้อนี้ที่คนละ 800-900 เยนได้เลยล่ะ    แต่ความที่มาแล้วทั้งทีก็อยากจะลองหลายๆอย่าง   เราเลยสั่งซาชิมิจานเล็กมาเป็น side dish ทานเล่นๆอีก 350 เยน   ปรากฏว่าเป็นจานที่อร่อยฟินที่สุดในมื้อค่ะ     ทั้งๆที่เป็นปลาซาร์ดีนดิบๆแต่กลับไม่มีคาวเลยซักนิด   ส่วนรสชาติก็กำลังเป๊ะ  เนื้อปลาทั้งนุ่มทั้งมัน  ได้รสเปรี้ยวนิดๆจากเลมอนที่ไม่ได้จัดจ้านจนกลายเป็นยำ แต่ช่วยเสริมรสให้สดชื่น  สอดรับกันดีกับกลิ่นหอมของงา   และสาหร่ายสดๆที่รองก้นถ้วยมา    กับเมนูนี้แม้ว่าจะอร่อยที่สุดแต่ไม่แนะนำให้สั่งเป็นเซ็ทค่ะ  เพราะคิดว่ารสชาติเค้าปรุงมาได้ลงตัวที่สุดแล้ว  ทานเปล่าๆจะอร่อยที่สุด  ถ้าเอามาทานกับข้าวก็จะจืดไปน่ะนะ● Boiled with Soy Sauce (ราคา Set = 800 เยน : Side Dish = 600 เยน) – ก็คือเอาปลาซาร์ดีนไปต้มซีอิ๊วนั่นเอง ที่จริงเคยอ่านรีวิวหลายคนก็บอกว่าอร่อยแต่มีข้อควรระวังคือปลาซาร์ดีนนั้นตัวก็เล็ก ก้างก็เล็กเกะกะ  ถ้าคนแกะก้างปลาไม่เก่งจะทานลำบาก ฟังแล้วเราก็เลยแหยงๆไม่กล้าสั่งมาลองน่ะค่ะ****-The Verdict-****ปลาซาร์ดีนนั้นแม้จะมีข้อดีที่ราคาไม่แพง  แต่ก็มีกลิ่นเฉพาะตัวที่แรงเอาการ แถมยังมีไขมันสูงทำให้เสียเร็ว คาวง่าย   ดังนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายฝีมือเชฟว่านอกจากจะต้องเลือกปลาเก่งแล้ว   ยังต้องมีความชำนาญและเทคนิคการปรุงที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย    ซึ่งจากที่ได้ลองชิมไปครั้งนี้ก็ต้องบอกว่าทางร้านทำได้ดีไม่มีพลาด    แสดงทักษะฝีมือและโชว์ความละเมียดละไมในรายละเอียดได้สมกับที่เป็นร้านติดดาวมิชลิน    แถมความที่ปลาซาร์ดีนมีราคาถูก  ก็เลยทำให้ทางร้านทำเซ็ทอาหารกลางวันออกมาได้ราคาเป็นมิตรสุดๆ  เมื่อเทียบรสชาติ – ราคา – คุณภาพแล้วก็เลยต้องมอบ 5 ดาวให้อย่างไร้ข้อกังขา   ...แต่ถึงยังไงซาร์ดีนก็คือซาร์ดีนค่ะ จะให้ฟินเท่าอาหารวัตถุดิบไฮโซยอดนิยมที่ราคาสูงลิ่วอย่างเนื้อวัววากิว   โอโทโร่   ขาปูยักษ์...ฯลฯ นั้นก็คงเหมือนมวยคนละรุ่นที่จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้  ดังนั้นถ้าใครอยากลองร้านมิชลิน 1 ดาวร้านนี้แบบอลังการเต็มฝีมือ  โดยไม่มีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบล่ะก็ ขอให้มาตอนมื้อเย็นจะดีกว่า  แต่ก็ต้องเตรียมงบมาอย่างน้อยๆก็ซัก 15,000 เยนเป็นอย่างต่ำล่ะนะคะ  ไว้ถ้ามาเที่ยวแถวชินจูกุเมื่อไหร่ก็ลองเลือกจัดดูได้เลยค่ะ continue reading
(The above review is the personal opinion of a user which does not represent OpenRice's point of view.)